คำนามเอกพจน์ / พหูพจน์ (Singular nouns /Plural nouns)
คำนามในภาษาอังกฤษที่มีความเกี่ยวข้องกับการนับมี 2 ชนิดก็ คือ
1. นามนับได้ (countable nouns) สามารถเป็นได้ทั้งเอกพจน์ ( Singular ) หรือ พหูพจน์ ( Plural )
2. นามนับไม่ได้ ( uncountable nouns ) โดยทั่วไปจะมีรูปเป็นเอกพจน์ ( Singular ) แต่มีข้อยกเว้นสำหรับบางคำสามารถทำให้เป็นพหูพจน์ ได้
วิธีการเปลี่ยนคำนามนับได้เอกพจน์ให้ให้กลายเป็นคำนามพหูพจน์ คือ นามนับได้ทั่วไป ส่วนใหญ่ทำให้เป็นพหูพจน์โดยการเติม - s ที่ท้ายคำ ส่วนคำนามนับไม่ได้โดยทั่วไปทำเป็นพหูพจน์ไม่ได้ ( แต่มีข้อยกเว้น ซึ่งทำให้กลายเป็นคำนามที่ใช้อย่างนามนับได้ เช่น wine ปกติเป็นนามนับไม่ได้ แต่สามารถนำมาใช้แบบนับได้คือ wines หมายถึง เหล้าองุ่นชนิดต่างๆ )
Showing posts with label คำนาม. Show all posts
Showing posts with label คำนาม. Show all posts
WHAT'S NOUN?
Saturday, November 7, 2009
แม้ว่าเราจะรู้จักคำนามประเภทต่าง ๆ แล้วก็ตาม แต่บางครั้งก็ยังอาจยังไม่แน่ใจว่าคำคำนั้นเป็นคำนามหรือไม่ เช่น คำว่า love อาจจะมีความหมายเป็นคำนามหรือกริยาก็ได้ ดังนั้นเราจะมีวิธีการสังเกตคำนามแบบง่าย ๆ ดังนี้
1. Noun Ending เช่น ดูคำลงท้ายของคำดังต่อไปนี้
-ity > nationality
-ment > appointment
-ness > happiness
-ation > relation
-hood > childhood
แต่ก็ต้องระวังให้ดีบางครั้งคำที่ลงท้ายเหล่านี้อาจจะไม่ได้เป็นคำนามเสมอไป เช่น "spoonful" เป็นคำนามซึ่งลงท้ายด้วย -ful, แต่คำว่า "careful" ลงท้ายด้วย –ful เช่นกัน แต่คำนี้เป็นคำ adjective หรือ คำคุณศัพท์
2. Position in Sentence หรือ วิธีการสังเกตว่าคำนั้น ๆ เป็นคำนามหรือไม่ ให้สังเกตจากตำแหน่งของคำในประโยคดังต่อไป
2.1. คำนามทั่วไปมักจะตามหลัง determiner ซึ่งใช้เป็นคำนำหน้านาม เช่น a, an, the, this, my, such เป็นต้น
Example : a relief, an afternoon, the doctor, this word, my house, such stupidity
2.2. คำนามส่วนมากจะตามหลังคำคุณศัพท์ หรือ adjectives เช่น a great relief, a peaceful afternoon, the tall, Indian doctor, this difficult word, my brown and white house, such crass stupidity
3. Function in a Sentence หรือหน้าที่ของคำในประโยค ดังนี้
3.1. ทำหน้าที่เป็นประธาน (subject) ของกริยา (verb) ประโยค เช่น Doctors work hard.
3.2. ทำหน้าที่เป็นกรรม (object) ของกริยา (verb) ประโยค เช่น He likes coffee.
3.3. หรือทำหน้าที่เป็นทั้งประธานและกรรมของกริยาก็ได้ เช่น Teachers teach students.
แต่อย่างไรก็ตามประธานหรือกรรมในประโยคอาจจะไม่จำเป็นจะต้องเป็นคำนามเสมอไปก็ได้ บางครั้งอาจเป็นคำสรรพนาม (pronoun) หรือ อาจจะเป็นวลีก็ได้ เช่น
"My doctor works hard", คำนามในประโยคนี้ก็คือคำว่า "doctor" แต่ประธานของประโยคคือ "My doctor". ซึ่งมี Possessive Adjective หรือ คำที่ใช้แสดงความเป็นเจ้าของคำนาม คือ คำว่า my นำหน้า
1. Noun Ending เช่น ดูคำลงท้ายของคำดังต่อไปนี้
-ity > nationality
-ment > appointment
-ness > happiness
-ation > relation
-hood > childhood
แต่ก็ต้องระวังให้ดีบางครั้งคำที่ลงท้ายเหล่านี้อาจจะไม่ได้เป็นคำนามเสมอไป เช่น "spoonful" เป็นคำนามซึ่งลงท้ายด้วย -ful, แต่คำว่า "careful" ลงท้ายด้วย –ful เช่นกัน แต่คำนี้เป็นคำ adjective หรือ คำคุณศัพท์
2. Position in Sentence หรือ วิธีการสังเกตว่าคำนั้น ๆ เป็นคำนามหรือไม่ ให้สังเกตจากตำแหน่งของคำในประโยคดังต่อไป
2.1. คำนามทั่วไปมักจะตามหลัง determiner ซึ่งใช้เป็นคำนำหน้านาม เช่น a, an, the, this, my, such เป็นต้น
Example : a relief, an afternoon, the doctor, this word, my house, such stupidity
2.2. คำนามส่วนมากจะตามหลังคำคุณศัพท์ หรือ adjectives เช่น a great relief, a peaceful afternoon, the tall, Indian doctor, this difficult word, my brown and white house, such crass stupidity
3. Function in a Sentence หรือหน้าที่ของคำในประโยค ดังนี้
3.1. ทำหน้าที่เป็นประธาน (subject) ของกริยา (verb) ประโยค เช่น Doctors work hard.
3.2. ทำหน้าที่เป็นกรรม (object) ของกริยา (verb) ประโยค เช่น He likes coffee.
3.3. หรือทำหน้าที่เป็นทั้งประธานและกรรมของกริยาก็ได้ เช่น Teachers teach students.
แต่อย่างไรก็ตามประธานหรือกรรมในประโยคอาจจะไม่จำเป็นจะต้องเป็นคำนามเสมอไปก็ได้ บางครั้งอาจเป็นคำสรรพนาม (pronoun) หรือ อาจจะเป็นวลีก็ได้ เช่น
"My doctor works hard", คำนามในประโยคนี้ก็คือคำว่า "doctor" แต่ประธานของประโยคคือ "My doctor". ซึ่งมี Possessive Adjective หรือ คำที่ใช้แสดงความเป็นเจ้าของคำนาม คือ คำว่า my นำหน้า
Labels:
abstract noun,
nouns,
what's noun,
คำนาม,
คำนาม ภาษาอังกฤษ,
คำไหน คือ คำนาม
NOUNS
คำนาม (Nouns) หมายถึง คำที่ใช้เรียกแทนคน สัตว์ สิ่งต่างๆ สถานที่ คุณสมบัติ สภาพ อาการ การกระทำ ความคิด ความรู้สึก ทั้งที่มีรูปร่างให้มองเห็น และไม่มีรูปร่าง เช่น
คน : Man, Woman, Girl, Nurse, Teacher, etc…
สัตว์ : Dog, Cat, Fish, Elephant, etc….
สิ่งของ : Hospital, House, Dish, Television, Telephone, etc…
คำนามสามารถแบ่งประเภทได้หลายกลุ่มขึ้นอยู่กับแต่ละตำรา ในที่นี้ขอแบ่งคำนามออกเป็นสี่กลุ่มดังนี้
1. Common Nouns หรือ คำนามทั่วไป เป็นคำนามที่ใช้เรียกคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ทั่วๆไป ความคิด เช่น person, animal, place, thing, idea โดยไม่เฉพาะเจาะจง หรือคำที่ใช้เรียกสิ่งของ เช่น sign, table, hill, water, sugar, atom, elephant สถานที่ เช่น city, hill, road, stadium, school, companyเหตุการณ์ เช่น revolution, journey, meeting ความรู้สึก เช่น fear, hate, love เวลา year, minute, millennium ซึ่งคำนามทั่วไปจะประกอบด้วย
คำนามนับได้ (Countable Nouns) ซึ่งมีทั้งคำนามเอกพจน์ (Singular Nouns) และคำนามพหูพจน์ (Plural Nouns) เช่น dog, man, coin , note, dollar, table, suitcase, day, month, year, action, feeling
คำนามนับไม่ได้ (Uncountable Nouns) หรือ Mass Nouns อยู่ในรูปเอกพจน์ เท่านั้น เช่น furniture, luggage, rice, sugar , water ,gold, music, love, happiness, knowledge, advice , information
2. Proper Nouns หรือ คำนามเฉพาะ วิธีการสังเกตง่าย ๆ ก็คือ คำนามกลุ่มนี้จะขึ้นต้นด้วยตัวอักษรตัวใหญ่เท่านั้น เช่น ชื่อคน Pancake Kemanij ชื่อสัตว์ Cesar ชื่อประเทศ Thailand ชื่อถนน Sukhumvit ชื่อมหาวิทยาลัย Chulalongkorn University เป็นต้น
3. Abstract Nouns คือ คำนามของสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาททั้ง 5 ( touch- สัมผัสได้, sight-มองเห็นได้, taste-ชิมได้ , hearing- ได้ยิน, smell- ได้กลิ่น ) ใช้บอกลักษณะ สภาวะ อาการ วิธีการสังเกตง่าย ๆ ก็คือ เมื่อแปลเป็นภาษาไทยมักจะมีคำว่า ความ หรือ การนำหน้าอยู่ด้วย รวมทั้งชื่อศิลปวิทยาการต่างๆ
Abstract Nouns จะมีที่มาจากคำกริยา (verb) เช่น decision, imagination, speech, etc. คำคุณศัพท์ (adjective) เช่น beauty, poverty, wisdom, happiness, etc. และ คำนาม ( noun) ด้วยกันเองบ้าง เช่น childhood, friendship
4. Collective Nouns เป็นคำนามแสดงความเป็นหมวดหมู่ของกลุ่มของคน สัตว์ สิ่งของ เช่น family , class, company, committee, cabinet, audience, board, group, jury, public, society, team, majority orchestra, party เป็นต้น รวมทั้ง a flock of birds, a herd of cattle ,a fleet of ships ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งรูปเอกพจน์และพหูพจน์ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้ในครั้งนั้น ๆ ว่าต้องการให้เป็นหนึ่งเดียวหรือเป็นแต่ละส่วน แต่คำนามยังเป็นรูปเดิม เปลี่ยนแต่รูปกริยา เช่น
เอกพจน์ : The average British family has 3.6 members.
พหูพจน์: The family are always fighting among themselves.
แต่อย่างไรก็ตาม Collective noun บางคำมีความหมายเป็นนามพหูพจน์เท่านั้น เช่น people, police, cattle นอกจากนี้ยังมีรูปแบบ คำวลีผสมด้วย of เพื่อเน้นให้ความเป็นหมู่หรือคณะให้ชัดเจนขึ้น รูปแบบคือ Collective noun + of + common noun ตัวอย่างเช่น
a flock of birds a group of students
a flock of sheep a pack of cards
a herd of cattle a bunch of flowers
ซึ่งบางตำราอาจจะแบ่งกลุ่มคำนามอีก 3 ประเภท คือ material nouns, concrete nouns และ mass nouns เป็นกลุ่มคำนาม แต่ในที่นี้ขอแบ่งกลุ่มนามเหล่านี้อยู่ในกลุ่ม common nouns
Concrete Nouns เป็นคำนามของสิ่งที่มีรูปร่างสามารถสัมผัสได้ด้วยประสาททั้ง 5 ( touch- สัมผัสได้, sight-มองเห็นได้, taste-ชิมได้ , hearing- ได้ยิน, smell- ได้กลิ่น ) เช่น book , chair, water, oil , ice cream เป็นทั้งนามนับได้ และนับไม่ได้ มีลักษณะตรงกันข้ามกับ abstract nouns.
Material Nouns คำนามซึ่งมีรูปร่าง อยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน แต่นับไม่ได้ เช่น iron, gold, air, copper, stone, cotton, brick, paper, cloth, water, coffee, wine, tea, milk หรือคำที่ใช้แสดงความมากน้อยด้วยปริมาณ (quantity) เช่น
a bowl of rice
two boxes of cereal
five bottles of beer
Mass nouns เป็นคำนามสิ่งของที่นับไม่ได้ ทั้งมี และไม่มีตัวตน ( uncountable nouns และ abstract nouns ) เช่น sugar, iron , butter, beer, money, blood, furniture, vehicle, courage, gratitude, mercy , accuracy มีลักษณะดังนี้ คือ จะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์ ไม่ใช้ a , an , the นำหน้า ถ้าใช้เป็นการทั่วไป determiners ที่ใช้นำหน้าคือ some และ any
คน : Man, Woman, Girl, Nurse, Teacher, etc…
สัตว์ : Dog, Cat, Fish, Elephant, etc….
สิ่งของ : Hospital, House, Dish, Television, Telephone, etc…
คำนามสามารถแบ่งประเภทได้หลายกลุ่มขึ้นอยู่กับแต่ละตำรา ในที่นี้ขอแบ่งคำนามออกเป็นสี่กลุ่มดังนี้
1. Common Nouns หรือ คำนามทั่วไป เป็นคำนามที่ใช้เรียกคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ทั่วๆไป ความคิด เช่น person, animal, place, thing, idea โดยไม่เฉพาะเจาะจง หรือคำที่ใช้เรียกสิ่งของ เช่น sign, table, hill, water, sugar, atom, elephant สถานที่ เช่น city, hill, road, stadium, school, companyเหตุการณ์ เช่น revolution, journey, meeting ความรู้สึก เช่น fear, hate, love เวลา year, minute, millennium ซึ่งคำนามทั่วไปจะประกอบด้วย
คำนามนับได้ (Countable Nouns) ซึ่งมีทั้งคำนามเอกพจน์ (Singular Nouns) และคำนามพหูพจน์ (Plural Nouns) เช่น dog, man, coin , note, dollar, table, suitcase, day, month, year, action, feeling
คำนามนับไม่ได้ (Uncountable Nouns) หรือ Mass Nouns อยู่ในรูปเอกพจน์ เท่านั้น เช่น furniture, luggage, rice, sugar , water ,gold, music, love, happiness, knowledge, advice , information
2. Proper Nouns หรือ คำนามเฉพาะ วิธีการสังเกตง่าย ๆ ก็คือ คำนามกลุ่มนี้จะขึ้นต้นด้วยตัวอักษรตัวใหญ่เท่านั้น เช่น ชื่อคน Pancake Kemanij ชื่อสัตว์ Cesar ชื่อประเทศ Thailand ชื่อถนน Sukhumvit ชื่อมหาวิทยาลัย Chulalongkorn University เป็นต้น
3. Abstract Nouns คือ คำนามของสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาททั้ง 5 ( touch- สัมผัสได้, sight-มองเห็นได้, taste-ชิมได้ , hearing- ได้ยิน, smell- ได้กลิ่น ) ใช้บอกลักษณะ สภาวะ อาการ วิธีการสังเกตง่าย ๆ ก็คือ เมื่อแปลเป็นภาษาไทยมักจะมีคำว่า ความ หรือ การนำหน้าอยู่ด้วย รวมทั้งชื่อศิลปวิทยาการต่างๆ
Abstract Nouns จะมีที่มาจากคำกริยา (verb) เช่น decision, imagination, speech, etc. คำคุณศัพท์ (adjective) เช่น beauty, poverty, wisdom, happiness, etc. และ คำนาม ( noun) ด้วยกันเองบ้าง เช่น childhood, friendship
4. Collective Nouns เป็นคำนามแสดงความเป็นหมวดหมู่ของกลุ่มของคน สัตว์ สิ่งของ เช่น family , class, company, committee, cabinet, audience, board, group, jury, public, society, team, majority orchestra, party เป็นต้น รวมทั้ง a flock of birds, a herd of cattle ,a fleet of ships ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งรูปเอกพจน์และพหูพจน์ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้ในครั้งนั้น ๆ ว่าต้องการให้เป็นหนึ่งเดียวหรือเป็นแต่ละส่วน แต่คำนามยังเป็นรูปเดิม เปลี่ยนแต่รูปกริยา เช่น
เอกพจน์ : The average British family has 3.6 members.
พหูพจน์: The family are always fighting among themselves.
แต่อย่างไรก็ตาม Collective noun บางคำมีความหมายเป็นนามพหูพจน์เท่านั้น เช่น people, police, cattle นอกจากนี้ยังมีรูปแบบ คำวลีผสมด้วย of เพื่อเน้นให้ความเป็นหมู่หรือคณะให้ชัดเจนขึ้น รูปแบบคือ Collective noun + of + common noun ตัวอย่างเช่น
a flock of birds a group of students
a flock of sheep a pack of cards
a herd of cattle a bunch of flowers
ซึ่งบางตำราอาจจะแบ่งกลุ่มคำนามอีก 3 ประเภท คือ material nouns, concrete nouns และ mass nouns เป็นกลุ่มคำนาม แต่ในที่นี้ขอแบ่งกลุ่มนามเหล่านี้อยู่ในกลุ่ม common nouns
Concrete Nouns เป็นคำนามของสิ่งที่มีรูปร่างสามารถสัมผัสได้ด้วยประสาททั้ง 5 ( touch- สัมผัสได้, sight-มองเห็นได้, taste-ชิมได้ , hearing- ได้ยิน, smell- ได้กลิ่น ) เช่น book , chair, water, oil , ice cream เป็นทั้งนามนับได้ และนับไม่ได้ มีลักษณะตรงกันข้ามกับ abstract nouns.
Material Nouns คำนามซึ่งมีรูปร่าง อยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน แต่นับไม่ได้ เช่น iron, gold, air, copper, stone, cotton, brick, paper, cloth, water, coffee, wine, tea, milk หรือคำที่ใช้แสดงความมากน้อยด้วยปริมาณ (quantity) เช่น
a bowl of rice
two boxes of cereal
five bottles of beer
Mass nouns เป็นคำนามสิ่งของที่นับไม่ได้ ทั้งมี และไม่มีตัวตน ( uncountable nouns และ abstract nouns ) เช่น sugar, iron , butter, beer, money, blood, furniture, vehicle, courage, gratitude, mercy , accuracy มีลักษณะดังนี้ คือ จะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์ ไม่ใช้ a , an , the นำหน้า ถ้าใช้เป็นการทั่วไป determiners ที่ใช้นำหน้าคือ some และ any
Labels:
abstract noun,
collective noun,
common noun,
noun,
nouns,
proper noun,
คำนาม
Subscribe to:
Comments (Atom)
